วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

ธปท.กังวลเงินเฟ้อรอบ 2


จัดทำโดย  น.ส เกศินี  คงประพันธ์   4902100145
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยในงานสัมมนา 60 ปี ดัชนีไทยก้าวไกลสู่สากล ในหัวข้อ “รู้ทันเงินเฟ้อ รู้ทันอนาคต” ซึ่งจัดโดยสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ว่าอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะเป็นตัวฉุดรั้งการขยายตัวทางเศรษฐกิจทั้งในระยะปานกลางและระยะยาว ดังนั้น ต้องดูแลอย่าให้เงินเฟ้อขยายตัวรุนแรงมากเกินไป โดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจมีเงินเฟ้อได้เพื่อ เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่สูงมาก ไม่ควรเกิน 5% และไม่ควรต่ำกว่า 2% เพราะหากต่ำกว่า 2% จะมีปัญหาได้ อาจเกิดภาวะเงินฝืด ราคาสินค้ามีแนวโน้มต่ำลง ทำให้ภาคธุรกิจขาดทุนและอยู่ไม่ได้

“เป้าหมายการบริหารเศรษฐกิจมหภาคจะไม่ เป็นอิสระซึ่งกันและกัน แต่เกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเน้นเพียงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งไม่ได้ ต้องดูแลพร้อมๆกันหมดและเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสม เพราะการเสียเป้าหมายหนึ่งจะทำให้เป้าหมายอื่นๆเสียไปด้วย แม้การแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการใช้นโยบายการเงินจะเห็นผลเร็ว แต่มีผลข้างเคียงแรงมาก การใช้นโยบายการเงินจะต้องระวัง บางทีอาจได้ไม่คุ้มเสีย ผิดกับนโยบายการคลังที่หากทำถูกบ้างผิดบ้าง ก็ไม่มีผลกระทบนัก”

นายวีรพงษ์กล่าวต่อถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อว่า เงินเฟ้อนอกจากจะเกิดจากต้นทุนสินค้าแพงแล้ว ยังเกิดจากปริมาณเงินมากเกินไป ซึ่งการขึ้นดอกเบี้ยจะช่วยสกัดปริมาณเงินไม่ให้มากเกินและป้องกันการเกิดเงินเฟ้อรอบ 2 ได้ แต่เชื่อว่าจะไม่เกิดเงินเฟ้อรอบ 2 เพราะไทยมีวินัยด้านการเงินการคลังเคร่งครัด

ด้าน นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.ดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจประเทศในระยะยาว ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่แก้ปัญหาเงินเฟ้ออย่างเดียว โดยไม่สนใจผลกระทบด้านอื่นเหมือนที่บางคนตั้งข้อสังเกต และเห็นว่าปัญหาสำคัญของเศรษฐกิจไทยขณะนี้คือเงินเฟ้อสูง ไม่ใช่เรื่องการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องแก้ไขเงินเฟ้อก่อน อีกทั้งเห็นได้ชัดว่าเศรษฐกิจไทยช่วงครึ่งปีแรกยังเติบโตได้ดีไม่มีปัญหา “ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แบงก์ชาติมองถึงจุดสมดุลตลอด เพราะก่อนที่หมอจะให้ยารักษาก็ต้องมั่นใจแล้วว่าคนไข้ (ระบบเศรษฐกิจไทย) แข็งแรงพอ การขึ้นดอกเบี้ยในภาวะเงินเฟ้อสูงและน้ำมันแพง เป็นเรื่องที่ธนาคารกลางของหลายประเทศดำเนินการ เพราะพิสูจน์แล้วว่าการลดดอกเบี้ยเพื่อหวังเพิ่มอำนาจซื้อของประชาชนนั้นไม่เป็นผล เพราะเมื่อราคาลดลงเงินเฟ้อก็ยังคงอยู่ในระดับที่สูง”

ส่วนแนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังนั้น มีสัญญาณลดลงหลังรัฐออก 6 มาตรการช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังมีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาต้นทุนกับราคาสินค้าและรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจนอาจทำให้เกิดเงินเฟ้อรอบ 2 ได้ ขณะที่ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ยังน่าจะขยายตัวต่ำกว่า 6% เล็กน้อย
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เผยแพร่บทวิจัยเรื่องปัจจัยกำหนดทิศทางการลงทุนของภาคเอกชน : การศึกษาแยกประเภทการลงทุน ซึ่งจัดทำโดย น.ส.พรนภา ลีลาพรชัย นักวิจัยอาวุโส ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งระบุว่า ในขณะนี้แม้ว่าการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไทยจะขยายตัวในอัตราที่ดี แต่การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนยังเป็นไปค่อนข้างช้าและไม่ต่อเนื่อง โดยพบว่าจากการชะลอตัวและหดตัวของการลงทุนภาคเอกชนในหลายปีที่ผ่านมา ทำให้สัดส่วนการลงทุนของประเทศไทยซึ่งมีผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดลงมากโดยลดลงจากประมาณ 1 ใน 3 หรือ ประมาณ 33% ของจีดีพี ในช่วงปี 2540 ลดลงเหลือ 17% ของจีดีพีในปัจจุบัน ซึ่งแสดงว่าที่ผ่านมาภาคการลงทุนมีผลน้อยมากในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ จากการวิจัยของ ธปท.พบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนหรือไม่ของภาคเอกชนนั้นพบว่า การใช้กำลังการผลิต การขยายตัวของเศรษฐกิจ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุน เช่นเดียวกับอัตราเงินเฟ้อและอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาท

ขณะที่การลงทุนของภาครัฐจะเป็นตัวกระตุ้นในเชิงบวกในการเกิดการลงทุนของภาคเอกชน ดังนั้นหากรัฐบาลต้องการที่จะสนับสนุนให้เกิดการลงทุนภาคเอกชนให้ขยายตัวสม่ำเสมอและต่อเนื่อง รัฐบาลจะต้องเร่งลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นหรือเมกะโปรเจกต์

ด้านนายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. กล่าวยอมรับว่า หากมองผ่านการปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจในขณะนี้ ยังไม่เห็นสินเชื่อที่ขอมาเพื่อนำไปลงทุนใหม่ การขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจของไทยในขณะนี้ที่เพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อนถึง 11-12% นั้น เกิดขึ้นมาจากการขอสินเชื่อเพิ่ม เพื่อนำไปเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ รองรับกับราคาสินค้าที่แพงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อ

http://peerachet.blogth.com/
ที่มา นสพ.ไทยรัฐ
วันพฤหัสบดี ที่ 14 สิงหาคม 2551

คำถาม

1.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเน้นเป้าหมายใด
2.การดูแลอย่าให้เงินเฟ้อขยายตัวรุนแรงมากเกินไป โดยทั่วไปในระบบเศรษฐกิจมีเงินเฟ้อได้เพื่อ เป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องไม่สูงมาก ไม่ควรเกินกว่าร้อยละเท่าใด และไม่ควรต่ำกว่าร้อยละเท่าใด
3.แนวโน้มเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีหลังนั้น มีสัญญาณว่าอย่างไร

4 ความคิดเห็น:

252utccbx007g21 กล่าวว่า...

คำตอบคือ

1. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเน้นเพียงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งไม่ได้ ต้องดูแลพร้อมๆกันหมดและเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสม เพราะการเสียเป้าหมายหนึ่งจะทำให้เป้าหมายอื่นๆเสียไปด้วย

2. ต้องไม่สูงมาก ไม่ควรเกิน 5% และไม่ควรต่ำกว่า 2%

3.สัญญาณลดลงหลังรัฐออก 6 มาตรการช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังมีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาต้นทุนกับราคาสินค้าและรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจนอาจทำให้ เกิดเงินเฟ้อรอบ 2 ได้ ขณะที่ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ยังน่าจะขยายตัวต่ำกว่า 6% เล็กน้อย

อณุภา จิตติพัฒนกุลชัย 5002100095

252utccbx007g21 กล่าวว่า...

คำตอบคือ

ข้อ1 การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเน้นเพียงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งไม่ได้ ต้องดูแลพร้อมๆกันหมดและเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสม เพราะการเสียเป้าหมายหนึ่งจะทำให้เป้าหมายอื่นๆเสียไปด้วย

ข้อ2 ต้องไม่สูงมาก ไม่ควรเกิน 5% และไม่ควรต่ำกว่า 2%

ข้อ3 สัญญาณลดลงหลังรัฐออก 6 มาตรการช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังมีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาต้นทุนกับราคาสินค้าและรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจนอาจทำให้ เกิดเงินเฟ้อรอบ 2 ได้ ขณะที่ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ยังน่าจะขยายตัวต่ำกว่า 6% เล็กน้อย

จุฑามาศ อือรวมสัมพันธ์ 5002100085

252utccbx007g21 กล่าวว่า...

คำตอบ

1. ตอบ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเน้นเพียงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งไม่ได้ ต้องดูแลพร้อมๆกันหมดและเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสม เพราะการเสียเป้าหมายหนึ่งจะทำให้เป้าหมายอื่นๆเสียไปด้วย

2. ตอบ ต้องไม่สูงมาก ไม่ควรเกิน 5% และไม่ควรต่ำกว่า 2%

3. ตอบ สัญญาณลดลงหลังรัฐออก 6 มาตรการช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังมีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาต้นทุนกับราคาสินค้าและรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจนอาจทำให้ เกิดเงินเฟ้อรอบ 2 ได้ ขณะที่ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ยังน่าจะขยายตัวต่ำกว่า 6% เล็กน้อย

จุฑาภรณ็ แซ่ปึง 5002100006

252utccbx007g5 กล่าวว่า...

คำตอบคือ

1. การแก้ปัญหาเศรษฐกิจจะเน้นเพียงเป้าหมายใดเป้าหมายหนึ่งไม่ได้ ต้องดูแลพร้อมๆกันหมดและเลือกใช้เครื่องมือให้เหมาะสม เพราะการเสียเป้าหมายหนึ่งจะทำให้เป้าหมายอื่นๆเสียไปด้วย

2. ต้องไม่สูงมาก ไม่ควรเกิน 5% และไม่ควรต่ำกว่า 2%

3.สัญญาณลดลงหลังรัฐออก 6 มาตรการช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังมีความผันผวนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงปัญหาต้นทุนกับราคาสินค้าและรายได้ครัวเรือนที่เพิ่มขึ้นจนอาจทำให้ เกิดเงินเฟ้อรอบ 2 ได้ ขณะที่ เศรษฐกิจไทยไตรมาส 2 ยังน่าจะขยายตัวต่ำกว่า 6% เล็กน้อย
โดยนางสาวพริยาภรณ์ บุตรพรม 4902100180