ชื่อ น.ส.ดวงนภา สีทร ID 4902100140
ตรวจสอบออกมาอย่างชัดเจนเช่นนี้แล้ว คำถามคือ "ใครจะเป็นผู้เอากระดิ่งไปผูกคอแมว"
เศรษฐกิจสังคมล่ม เพราะโก่งราคาน้ำมัน
คอลัมน์ เดินคนละฟาก โดย กมล กมลตระกูล kamolt@yahoo.com
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 33 ฉบับที่ 4125
เศรษฐกิจทุกวันนี้ย่ำแย่ การส่งออกหดตัว การบริโภคก็หดตัว อาชญากรรมก็เพิ่ม ยาเสพติดก็ระบาด หวยก็ระบาด หากมองเผินๆ ก็ดูเหมือนไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับราคาน้ำมันในประเทศแพงกว่าราคาต้นทุนที่แท้จริง เพราะว่าราคาน้ำมันในตลาดโลกมีแต่ราคาลดลงๆ จากปีที่แล้วที่ขึ้นสูงสุดเกือบบาร์เรลละ 150 เหรียญ ลงมาเหลือประมาณ 60 เหรียญ หรือลดลงเกือบ 150 เปอร์เซ็นต์
แต่ราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังอยู่ในระดับ 30 บาทกว่าต่อลิตร หรือลดลงเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นเอง ผลที่ตามมาคือต้นทุนการผลิตและต้นทุนการขนส่ง ของโรงงานไทยแพงกว่าต่างประเทศทำให้ภาคการส่งออกไม่สามารถแข่งขันกับต่างประเทศ และส่งผลให้มีการเลิกจ้างคนงานหรือลดค่าแรงคนงาน ผู้บริโภคก็ต้องจ่ายค่าสินค้าอุปโภคและบริโภคเพิ่มขึ้นทุกรายการ
แม้แต่ค่าบริการรถรับจ้างมอเตอร์ไซค์ก็แพงหูฉี่ เพราะคนขับก็ต้องกินต้องใช้เช่นเดียวกัน จึงต้องมาขึ้นราคากับผู้ใช้บริการซึ่งเป็นคนจนด้วยกัน
ประชาชนถูกทำให้จนลงอย่างทั่วถ้วนหน้า
เมื่อประชาชนยากจน ผู้ใช้แรงงานรายได้ต่ำ ไม่มีทางออกจึงต้องหันไปหาอบายมุข หรือเล่นหวยเพราะชีวิตสิ้นหวัง มองไม่เห็นอนาคต มองไม่เห็นทางออก เพราะทำงานเก็บเงิน 20 ปี ก็ยังไม่มีปัญญาจะซื้อบ้านเพื่อซุกหัวนอน มีไม่น้อยที่หันไปหาทางออกด้วยการก่ออาชญากรรม เช่น การปล้น จี้ ตีชิง วิ่งราว ที่เกิดขึ้นเป็นข่าวทุกวัน
สังคมไทยจึงกลายเป็นสังคมไม่น่าอยู่ ไม่น่ามาท่องเที่ยว แม้ว่าจะโปรโมตกันมากขนาดไหน ทุ่มเงินไปมากเท่าไรก็เป็นการสูญเปล่า
สถิติของนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้หายไปถึงร้อยละ 75 เพราะไม่มีใครอยากเสี่ยงมาเที่ยวเมืองไทยแล้วเผชิญกับโจรผู้ร้ายที่ชุมไม่แพ้ยุงอีกแล้ว
ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ก็ดีแต่เล่นการเมือง ส่วนตำรวจผู้น้อยก็ดีหรือเก่งแต่ตั้งด่านจับรถมอเตอร์ไซค์ รถปิกอัพ และรถบรรทุก ไม่ขยันออกตรวจตราหรือจับผู้ร้ายเท่ากับการตั้งด่านหารายได้พิเศษจากคนจน
คงจะสรุปได้ไม่ผิดว่า สาเหตุสำคัญหนึ่งของปัญหานานัปการที่ถาโถมใส่ประชาชนให้เดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้า รวมทั้งการเกิดวิกฤตทางการเมืองนั้นเกิดจาก "การโก่งราคาน้ำมันและก๊าซให้แพง" ของกลุ่มบริษัทน้ำมันที่มีอยู่เพียงไม่กี่กลุ่มที่ผูกขาดการกลั่นและจัดจำหน่ายในบ้านเราในลักษณะ Oligopoly หรือ การผูกขาดโดยกลุ่มบริษัทที่มีอำนาจเหนือตลาด และสามารถกำหนดราคาตลาดได้ทั้งต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อตักตวงผลกำไรสูงสุดอย่างขาดคุณธรรมและจริยธรรม ปราศจากการคำนึงถึงความอยู่รอดของประเทศและประชาชน
พฤติกรรมการผูกขาดนี้ผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 84 (5) ที่เขียนไว้ว่า รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจดังต่อไปนี้
"กำกับให้การประกอบกิจการมีการแข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม ป้องกันการผูกขาดตัดตอนไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม และคุ้มครองผู้บริโภค"
ที่น่าเศร้าคือ กรรมการบริษัทส่วนมากเป็นข้าราชการระดับสูงแต่กลับไม่ดำเนินการตามแนวนโยบายด้านเศรษฐกิจที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ ปล่อยให้เศรษฐกิจของชาติเกิดวิกฤตและประชาชนเดือดร้อนอย่างในทุกวันนี้
คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มีนางรสนา โตสิตระกูล เป็นประธาน จึงได้หยิบยกประเด็นเรื่อง "ธรรมาภิบาลในระบบพลังงานของประเทศ" ขึ้นมาตรวจสอบและค้นพบว่าการกำหนดราคาซื้อขายน้ำมันสำเร็จรูปและก๊าซต่างๆ มีความไม่โปร่งใส มีลักษณะการผูกขาดโดยไม่ให้มีการเคลื่อนไหวของราคาและการแข่งขันตามกลไกตลาดเสรี
นอกจากนี้คณะกรรมาธิการยังพบอีกว่า การกำหนดราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยโดยอิงราคานำเข้าจากตลาดสิงคโปร์และบวกเพิ่มค่าโสหุ้ยในการขนส่งน้ำมันสำเร็จรูป ค่าสูญเสียระหว่างขนส่ง ค่าปรับปรุงคุณภาพจากมาตรฐานสิงคโปร์มาเป็นมาตรฐานไทย และค่าประกันภัยจากสิงคโปร์มาไทย ซึ่งเป็นต้นทุนที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เพราะโรงกลั่นน้ำมันตั้งอยู่ในประเทศไทย ทำให้ผู้บริโภคชาวไทยต้องซื้อพลังงานด้วยราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น กล่าวคือต้องซื้อในราคานำเข้าไม่ใช่ราคาผลิตได้ในประเทศ
ที่สำคัญธุรกิจผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติของไทยเป็นธุรกิจกึ่งผูกขาด ทำให้ราคาสินค้าพลังงานไม่ได้เคลื่อนไหวโดยกลไกตลาดเสรี หากแต่เป็นไปตามการกำหนดโดยผู้ค้ารายใหญ่ภายในประเทศเอง ด้วยเหตุนี้ราคาค้าปลีกน้ำมันของไทยจะปรับราคาลงช้ากว่าราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ในยามที่ราคาตลาดโลกปรับขึ้น ราคาน้ำมันขายปลีกของไทยจะปรับราคาขึ้นเร็วกว่าการปรับราคาลง
การผลิตพลังงานของไทยไม่ได้พึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันดิบทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบบางส่วนเป็นวัตถุดิบในประเทศ ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตที่แท้จริงถูกกว่าราคา ณ ระดับของการนำเข้าทั้งหมด
ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่ดำเนินการผลิตแล้วกว่า 50 แหล่ง สามารถผลิตพลังงานรวมกันได้ถึงวันละ 115 ล้านลิตร และสามารถพึ่งตนเองได้ในการกลั่นน้ำมันมากกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์ของความต้องการใช้ในประเทศ ทำให้มีการส่งออกอย่างต่อเนื่องและในปี 2551 มูลค่าการส่งออกพลังงานของไทยมีมูลค่า 9,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงกว่าการส่งออกข้าวที่มีมูลค่าเพียง 6,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
รายได้จากการส่งออกพลังงานของไทยมีมูลค่าใกล้เคียงกับมูลค่าการส่งออกน้ำมันของประเทศเอกวาดอร์ ซึ่งเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มโอเปกเสียอีก ผลของการต
ต้องขอชมคณะกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบเรื่องทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภา ที่มีนางรสนา โตสิตระกูล เป็นประธานที่หยิบเรื่องสำคัญที่กระทบค่าครองชีพพื้นฐานทุกด้านขึ้นมาตรวจสอบ
หวังว่าท่านรัฐมนตรีคลังกรณ์ จาติกวณิช จะไม่มองข้ามเรื่องนี้ไปนะครับ เพราะเห็นว่าท่านได้พยายามทำดีมาหลายเรื่องแล้ว
คำถาม
1.กลุ่มบริษัทน้ำมันที่มีอยู่เพียงไม่กี่กลุ่มที่ผูกขาดการกลั่นและจัดจำหน่ายในบ้านเราในลักษณะใด
2.คณะกรรมาธิการศึกษาตรวจสอบเรื่องทุจริต และเสริมสร้างธรรมาภิบาล วุฒิสภาที่มีนางรสนา โตสิตระกูล เป็นประธาน จึงได้หยิบยกประเด็นเรื่องใดมาตรวจสอบ
3. ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่ดำเนินการผลิตแล้วกี่แห่ง และสามารถผลิตพลังงานรวมกันได้วันละกี่ล้านลิตร
วันพฤหัสบดีที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2553
การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก
ชื่อ น.ส. ดวงนภา สีทร ID 4902100140
การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก
เขียนโดย hasana_una@hotmail.com
Thursday, 06 December 2007
ดัชนี บทความ
เป็นที่น่าแปลกใจว่าทั้ง ๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดให้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 (The Third United Nations Conference on the Law of the Sea หรือ UNCLOS III) ขึ้นในปี ค.ศ. 1973 แต่สหรัฐอเมริกาเองกลับปฏิเสธ แม้กระทั่งจะลงนามในอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea ซึ่งต่อไปจะขอเรียกว่า อนุสัญญาปี ค.ศ. 1982) ซึ่งเป็นผลของการประชุม UNCLOS III เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1982 สหรัฐอเมริกาเพียงแต่ลงนามในกรรมสารสุดท้าย (Final Act) เท่านั้น และจนกระทั้งบัดนี้อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ก็ยังไม่มีผลใช้บังคับเนื่องจากยังไม่มีการให้สัตยาบัน หรือเข้าภาคยานุวัติครบ 60 ประเทศ ตามมาตรา 308 ของอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 ระบุไว้ เป็นที่น่าสังเกตว่านับแต่ อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ได้เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ให้สัตยาบัน (ปี ค.ศ.1982) จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นเวลาร่วม 4 ปีเต็มแล้ว ยังไม่ปรากฏว่าจะมีการให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ จึงทำให้สงสัยว่าเพราะเหตุใดนานาประเทศจึงได้ลังเลใจที่จะให้สัตยาบันแก่ อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นี้ ซึ่งถือกันว่าเป็นอนุสัญญาที่ครอบคลุมเรื่องทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทะเลไว้ เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้นานาประเทศลังเลใจที่จะให้สัตยาบัน น่าจะเป็นผลมาจากการที่ มาตรา 309 แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นี้ที่ห้ามมิให้มีการตั้งข้อสงวน (reservation) ในการให้สัตยาบันอนุสัญญา เว้นแต่ตามที่บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้อนุญาตไว้เท่านั้น ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามาตรา 309 ได้วางมาตรการป้องกันไม่ให้รัฐต่าง ๆ เลือกที่จะผูกพันตามบทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์แก่ตน และตั้งข้อสงวนในส่วนที่ตนจะเสียประโยชน์ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ก็จะไม่มีความหมายอันใด จากข้อห้ามของมาตรา 309 นี้เอง นานาประเทศจึงลังเลใจที่จะให้สัตยาบัน เพราะปรากฏว่ามีบทบัญญัติของอนุสัญญานี้หลายส่วนที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศต่าง ๆ จึงต้องชั่งน้ำหนักส่วนได้เสียที่ตนจะได้จากการให้สัตยาบันดังกล่าว ในส่วนของประเทศที่ถือว่าบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนอย่างมาก และมีท่าทีอันแข็งกร้าวต่ออนุสัญญานี้ คือประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ผลักดันให้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 นั่นเอง บทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าขัดกับประโยชน์ของตนมากที่สุดคือ บทบัญญัติในส่วนที่ 11 ว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (Deep Seabed Mining) ถึงแม้จะมีบทบัญญัติของอนุสัญญาในส่วนอื่นทีสหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยก็ตาม อาทิเช่น บทบัญญัติว่าด้วยการจับปลาที่มีธรรมชาติของการย้ายถิ่นสูง (highly migratory species) หรือบทบัญญัติว่าด้วยการใช้สิทธิผ่านแดน (ชั่วคราว) (transit passage) สหรัฐอเมริกาเองยังเห็นว่า ความขัดแย้งในสองส่วนนี้ยังพอประนีประนอมได้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกแล้ว สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมเป็นอันขาด เว้นแต่จะมีการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติในส่วนนี้เสียใหม่ ซึ่งก็ย่อมจะขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ผลักดันให้มีบทบัญญัติดังกล่าวในอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 บทบัญญัติว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นั้นเกิดจากการผลักดันของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่รู้จักกันในนามของกลุ่ม 77 ซึ่งพยายามนำความคิดเกี่ยวกับ “ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่” (New International Economic Order) เข้ามาปรับใช้กับกฎหมายทะเลโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ทะเลลึก หัวใจสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ก็คือ การให้ทุกประเทศในโลกได้รับการจัดสรรทรัพยากร และมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีโดยทัดเทียมกัน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต้องช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาทั้งในด้านทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศด้อยพัฒนาสามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของตนให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้
แนวความคิดเรื่องระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ได้ถูกนำมาใช้กับบทบัญญัติว่าด้วย การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของอนุสัญญา ดังจะเห็นได้จากมาตรา 136 ของอนุสัญญาซึ่งบัญญัติไว้มีใจความว่า พื้นทะเลตลอดทั้งทรัพยากรที่ได้จากพื้นทะเลนั้นให้ถือเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ (common heritage of mankind) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว จึงต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนทุกคน แม้สหรัฐอเมริกาจะยอมรับความคิดในเรื่องสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกายังยืนยันว่า ทรัพยากรใต้ทะเลเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของ (Resnullius) ใครสามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ก่อนก็ย่อมมีสิทธิในทรัพย์นั้น และนี่คือที่มาแห่งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาซึ่งคัดค้านอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสนับสนุน อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 วัตถุประสงค์ของบทความนี้จึงมุ่งเสนอให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ ทั้งในด้านทฤษฎีความคิดและในทางปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกว่ามีประการใดบ้าง โดยจะเริ่มจากความสำคัญของการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ต่อจากนั้นจะได้กล่าวถึงจุดยืนและทฤษฎีความคิดของแต่ละฝ่าย ความขัดแย้งประการอื่นในทางปฏิบัติ ทางออกของแต่ละฝ่าย และบทสรุปที่จะประเมินถึงความเป็นไปได้ในอนาคตเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
คำถาม
1. บทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าขัดกับประโยชน์ของตนมากที่สุดคือ บทบัญญัติใดในส่วนที่ 11 ว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (Deep Seabed Mining) ถึงแม้จะมีบทบัญญัติของอนุสัญญาในส่วนอื่นทีสหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยก็ตาม อาทิเช่น บทบัญญัติว่าด้วยการจับปลาที่มีธรรมชาติของการย้ายถิ่นสูง (highly migratory species) หรือบทบัญญัติว่าด้วยการใช้สิทธิผ่านแดน (ชั่วคราว) (transit passage)
2. “ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่” (New International Economic Order) เข้ามาปรับใช้กับกฎหมายทะเลโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ทะเลลึก หัวใจสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่คืออะไร
3. แนวความคิดเรื่องระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ได้ถูกนำมาใช้กับบทบัญญัติว่าด้วย การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของอนุสัญญา ดังจะเห็นได้จากมาตรา 136 ของอนุสัญญาซึ่งบัญญัติไว้มีใจความว่าอย่างไร
การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก
เขียนโดย hasana_una@hotmail.com
Thursday, 06 December 2007
ดัชนี บทความ
เป็นที่น่าแปลกใจว่าทั้ง ๆ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นตัวตั้งตัวตีจัดให้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 (The Third United Nations Conference on the Law of the Sea หรือ UNCLOS III) ขึ้นในปี ค.ศ. 1973 แต่สหรัฐอเมริกาเองกลับปฏิเสธ แม้กระทั่งจะลงนามในอนุสัญญาของสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea ซึ่งต่อไปจะขอเรียกว่า อนุสัญญาปี ค.ศ. 1982) ซึ่งเป็นผลของการประชุม UNCLOS III เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ลงนามเมื่อเดือนธันวาคม ปี ค.ศ.1982 สหรัฐอเมริกาเพียงแต่ลงนามในกรรมสารสุดท้าย (Final Act) เท่านั้น และจนกระทั้งบัดนี้อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ก็ยังไม่มีผลใช้บังคับเนื่องจากยังไม่มีการให้สัตยาบัน หรือเข้าภาคยานุวัติครบ 60 ประเทศ ตามมาตรา 308 ของอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 ระบุไว้ เป็นที่น่าสังเกตว่านับแต่ อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ได้เปิดให้ประเทศต่าง ๆ ให้สัตยาบัน (ปี ค.ศ.1982) จนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ก็เป็นเวลาร่วม 4 ปีเต็มแล้ว ยังไม่ปรากฏว่าจะมีการให้สัตยาบันครบ 60 ประเทศ จึงทำให้สงสัยว่าเพราะเหตุใดนานาประเทศจึงได้ลังเลใจที่จะให้สัตยาบันแก่ อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นี้ ซึ่งถือกันว่าเป็นอนุสัญญาที่ครอบคลุมเรื่องทุก ๆ เรื่องเกี่ยวกับกฎหมายทะเลไว้ เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้นานาประเทศลังเลใจที่จะให้สัตยาบัน น่าจะเป็นผลมาจากการที่ มาตรา 309 แห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นี้ที่ห้ามมิให้มีการตั้งข้อสงวน (reservation) ในการให้สัตยาบันอนุสัญญา เว้นแต่ตามที่บทบัญญัติแห่งอนุสัญญานี้อนุญาตไว้เท่านั้น ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามาตรา 309 ได้วางมาตรการป้องกันไม่ให้รัฐต่าง ๆ เลือกที่จะผูกพันตามบทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ในส่วนที่จะเป็นประโยชน์แก่ตน และตั้งข้อสงวนในส่วนที่ตนจะเสียประโยชน์ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ก็จะไม่มีความหมายอันใด จากข้อห้ามของมาตรา 309 นี้เอง นานาประเทศจึงลังเลใจที่จะให้สัตยาบัน เพราะปรากฏว่ามีบทบัญญัติของอนุสัญญานี้หลายส่วนที่ขัดแย้งหรือไม่สอดคล้องกับผลประโยชน์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง ประเทศต่าง ๆ จึงต้องชั่งน้ำหนักส่วนได้เสียที่ตนจะได้จากการให้สัตยาบันดังกล่าว ในส่วนของประเทศที่ถือว่าบทบัญญัติแห่งอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของตนอย่างมาก และมีท่าทีอันแข็งกร้าวต่ออนุสัญญานี้ คือประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ผลักดันให้มีการประชุมกฎหมายทะเล ครั้งที่ 3 นั่นเอง บทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าขัดกับประโยชน์ของตนมากที่สุดคือ บทบัญญัติในส่วนที่ 11 ว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (Deep Seabed Mining) ถึงแม้จะมีบทบัญญัติของอนุสัญญาในส่วนอื่นทีสหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยก็ตาม อาทิเช่น บทบัญญัติว่าด้วยการจับปลาที่มีธรรมชาติของการย้ายถิ่นสูง (highly migratory species) หรือบทบัญญัติว่าด้วยการใช้สิทธิผ่านแดน (ชั่วคราว) (transit passage) สหรัฐอเมริกาเองยังเห็นว่า ความขัดแย้งในสองส่วนนี้ยังพอประนีประนอมได้ แต่ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกแล้ว สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมเป็นอันขาด เว้นแต่จะมีการแก้ไขปรับปรุงบทบัญญัติในส่วนนี้เสียใหม่ ซึ่งก็ย่อมจะขัดกับผลประโยชน์ของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ผลักดันให้มีบทบัญญัติดังกล่าวในอนุสัญญาปี ค.ศ. 1982 บทบัญญัติว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกในอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 นั้นเกิดจากการผลักดันของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่รู้จักกันในนามของกลุ่ม 77 ซึ่งพยายามนำความคิดเกี่ยวกับ “ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่” (New International Economic Order) เข้ามาปรับใช้กับกฎหมายทะเลโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ทะเลลึก หัวใจสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ก็คือ การให้ทุกประเทศในโลกได้รับการจัดสรรทรัพยากร และมีการพัฒนาทางเทคโนโลยีโดยทัดเทียมกัน โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต้องช่วยเหลือประเทศด้อยพัฒนาทั้งในด้านทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อให้ประเทศด้อยพัฒนาสามารถพัฒนาระบบเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของตนให้ทัดเทียมกับนานาประเทศได้
แนวความคิดเรื่องระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ได้ถูกนำมาใช้กับบทบัญญัติว่าด้วย การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของอนุสัญญา ดังจะเห็นได้จากมาตรา 136 ของอนุสัญญาซึ่งบัญญัติไว้มีใจความว่า พื้นทะเลตลอดทั้งทรัพยากรที่ได้จากพื้นทะเลนั้นให้ถือเป็นมรดกร่วมกันของมนุษยชาติ (common heritage of mankind) การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรดังกล่าว จึงต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนทุกคน แม้สหรัฐอเมริกาจะยอมรับความคิดในเรื่องสมบัติร่วมกันของมนุษยชาติก็ตาม แต่สหรัฐอเมริกายังยืนยันว่า ทรัพยากรใต้ทะเลเป็นทรัพย์ไม่มีเจ้าของ (Resnullius) ใครสามารถครอบครองเป็นเจ้าของได้ก่อนก็ย่อมมีสิทธิในทรัพย์นั้น และนี่คือที่มาแห่งความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาซึ่งคัดค้านอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 และกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาซึ่งสนับสนุน อนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 วัตถุประสงค์ของบทความนี้จึงมุ่งเสนอให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายนี้ ทั้งในด้านทฤษฎีความคิดและในทางปฏิบัติ ในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกว่ามีประการใดบ้าง โดยจะเริ่มจากความสำคัญของการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก ต่อจากนั้นจะได้กล่าวถึงจุดยืนและทฤษฎีความคิดของแต่ละฝ่าย ความขัดแย้งประการอื่นในทางปฏิบัติ ทางออกของแต่ละฝ่าย และบทสรุปที่จะประเมินถึงความเป็นไปได้ในอนาคตเกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้ง
คำถาม
1. บทบัญญัติของอนุสัญญา ปี ค.ศ.1982 ที่สหรัฐอเมริกาถือว่าขัดกับประโยชน์ของตนมากที่สุดคือ บทบัญญัติใดในส่วนที่ 11 ว่าด้วยการทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึก (Deep Seabed Mining) ถึงแม้จะมีบทบัญญัติของอนุสัญญาในส่วนอื่นทีสหรัฐอเมริกาไม่เห็นด้วยก็ตาม อาทิเช่น บทบัญญัติว่าด้วยการจับปลาที่มีธรรมชาติของการย้ายถิ่นสูง (highly migratory species) หรือบทบัญญัติว่าด้วยการใช้สิทธิผ่านแดน (ชั่วคราว) (transit passage)
2. “ระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่” (New International Economic Order) เข้ามาปรับใช้กับกฎหมายทะเลโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ทะเลลึก หัวใจสำคัญของระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่คืออะไร
3. แนวความคิดเรื่องระเบียบเศรษฐกิจระหว่างประเทศแนวใหม่ได้ถูกนำมาใช้กับบทบัญญัติว่าด้วย การทำเหมืองแร่ใต้ทะเลลึกของอนุสัญญา ดังจะเห็นได้จากมาตรา 136 ของอนุสัญญาซึ่งบัญญัติไว้มีใจความว่าอย่างไร
วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2553
จัดทำโดย นางสาวสุดาวัลย์ จันทรักษ์ 4902100146
คลังสั่งชะลอปล่อยสินเชื่อ หลังแบงก์ทำยอดทะลุเป้า
“ประดิษฐ์”สั่งชะลอแผนเร่งรัดปล่อยสินเชื่อแบงก์พาณิชย์รัฐ 6 แห่ง หลังทำยอดสินเชื่ออนุมัติทะลุเป้า อ้างไม่ต้องการแข่งขันกับแบงก์เอกชน
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังเรียกประชุมผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจ 6 แห่ง ว่า ได้รับรายงานถึงผลการเร่งรัดปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 52 ผลปรากฏว่า ยอดสินเชื่อที่ปล่อยใหม่สูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 53 นั้น ยังไม่ได้มอบเป็นนโยบายที่ชัดเจน โดยจะต้องรอผลการปล่อยสินเชื่อในภาพรวมของธนาคารพาณิชย์เอกชนอีกระยะหนึ่ง ว่าเข้าสู่สภาวะปกติหรือยัง เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์รัฐแข่งขันปล่อยสินเชื่อกับภาคเอกชนมากเกินไป
เราคงต้องติดตามกันเดือนเว้นเดือน ว่าแบงก์เอกชนปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติหรือยัง เพราะทางการไม่ต้องการให้ธนาคารเฉพาะกิจไปแข่งปล่อยสินเชื่อกับแบงก์เอกชน กระทรวงการคลังจะใช้แบงก์รัฐก็เมื่อมีความจำเป็น เช่น เมื่อปีที่ผ่านมา แบงก์เอกชนไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติ ก็ต้องให้ธนาคารเฉพาะกิจหน้าที่นี้ ซึ่งก็ทำได้ดีมาก" รมช.คลัง กล่าว
สำหรับผลอนุมัติการปล่อยสินเชื่อ 6 ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจ ณ สิ้นปี 2552 นั้น มีสัดส่วนถึง 26% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ หรือ ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนในปีก่อนหน้าประมาณ 6% และสูงกว่าเป้าหมาย 127% มียอดการเบิกจ่ายจริง 1.09 ล้านล้านบาท หรือ สูงกว่าเป้าหมาย 118% มีผู้ได้รับประโยชน์จากสินเชื่อนี้ถึง 5 ล้านราย ในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อที่ปล่อยผ่านโครงการ Fast Track จำนวน 100,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 168% มียอดเบิกจ่ายจริง 73,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 114% มีผู้ได้รับประโยชน์ 700,000 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ 0.17% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ทั้งนี้ 6 ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจที่ร่วมกันปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (บสย.) ในส่วนของโครงการสินเชื่อฟาสต์แทรค (Fast Track) ที่ประชุมเห็นว่าควรเดินหน้าต่อ เพราะเห็นว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์ โดยแบรนด์ของโครงการนี้ ถือว่าติดตลาดแล้ว ประชาชนก็เข้าช่องทางสินเชื่อนี้มากขึ้น ส่วนแบงก์ไหนจะเดินหน้าอย่างไร ก็ให้เสนอแผนสินเชื่อมาให้พิจารณาอีกครั้ง
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ได้รับการปล่อยสินเชื่อในปี 2552 มากที่สุด จะเป็นกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและรายย่อยมากที่สุด โดยรายย่อยจะกระจายในกลุ่มเกษตรกรมากที่สุด ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีจะอยู่ในกลุ่มที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ส่วนปัญหาหนี้เสียนั้น ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ติดตามอย่างใกล้ชิด เบื้องต้น ได้รับรายงานว่า การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง จะไม่ทำให้ปัญหาหนี้เสียของธนาคาเฉพาะกิจมีปัญหา ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนหนี้เสียของ 6 ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจดังกล่าวอยู่ในระดับ 9.61% ของยอดสินเชื่อรวม.
ที่มา www.mof.go.th/dpa/index.php?option=com_conten...
คำถาม 1. ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจที่ร่วมกันปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ ประกอบด้วย ธนาคารอะไรบ้าง
2. ประดิษฐ์”สั่งชะลอแผนเร่งรัดปล่อยสินเชื่อแบงก์พาณิชย์รัฐกี่แห่ง
3. ในส่วนของโครงการสินเชื่อฟาสต์แทรค (Fast Track)ควรมีความคิดเห็นอย่างไร
คลังสั่งชะลอปล่อยสินเชื่อ หลังแบงก์ทำยอดทะลุเป้า
“ประดิษฐ์”สั่งชะลอแผนเร่งรัดปล่อยสินเชื่อแบงก์พาณิชย์รัฐ 6 แห่ง หลังทำยอดสินเชื่ออนุมัติทะลุเป้า อ้างไม่ต้องการแข่งขันกับแบงก์เอกชน
เมื่อวันที่ 6 ม.ค. นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยหลังเรียกประชุมผู้บริหารธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจ 6 แห่ง ว่า ได้รับรายงานถึงผลการเร่งรัดปล่อยสินเชื่อเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในปี 52 ผลปรากฏว่า ยอดสินเชื่อที่ปล่อยใหม่สูงเกินกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้จำนวนมาก อย่างไรก็ตาม สำหรับเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 53 นั้น ยังไม่ได้มอบเป็นนโยบายที่ชัดเจน โดยจะต้องรอผลการปล่อยสินเชื่อในภาพรวมของธนาคารพาณิชย์เอกชนอีกระยะหนึ่ง ว่าเข้าสู่สภาวะปกติหรือยัง เพื่อไม่ให้ธนาคารพาณิชย์รัฐแข่งขันปล่อยสินเชื่อกับภาคเอกชนมากเกินไป
เราคงต้องติดตามกันเดือนเว้นเดือน ว่าแบงก์เอกชนปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติหรือยัง เพราะทางการไม่ต้องการให้ธนาคารเฉพาะกิจไปแข่งปล่อยสินเชื่อกับแบงก์เอกชน กระทรวงการคลังจะใช้แบงก์รัฐก็เมื่อมีความจำเป็น เช่น เมื่อปีที่ผ่านมา แบงก์เอกชนไม่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ตามปกติ ก็ต้องให้ธนาคารเฉพาะกิจหน้าที่นี้ ซึ่งก็ทำได้ดีมาก" รมช.คลัง กล่าว
สำหรับผลอนุมัติการปล่อยสินเชื่อ 6 ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจ ณ สิ้นปี 2552 นั้น มีสัดส่วนถึง 26% ของสินเชื่อรวมทั้งระบบ หรือ ประมาณ 1.1 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสัดส่วนในปีก่อนหน้าประมาณ 6% และสูงกว่าเป้าหมาย 127% มียอดการเบิกจ่ายจริง 1.09 ล้านล้านบาท หรือ สูงกว่าเป้าหมาย 118% มีผู้ได้รับประโยชน์จากสินเชื่อนี้ถึง 5 ล้านราย ในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อที่ปล่อยผ่านโครงการ Fast Track จำนวน 100,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 168% มียอดเบิกจ่ายจริง 73,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 114% มีผู้ได้รับประโยชน์ 700,000 ราย ซึ่งทั้งหมดนี้ มีผลต่อระบบเศรษฐกิจ 0.17% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี)
ทั้งนี้ 6 ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจที่ร่วมกันปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (บสย.) ในส่วนของโครงการสินเชื่อฟาสต์แทรค (Fast Track) ที่ประชุมเห็นว่าควรเดินหน้าต่อ เพราะเห็นว่า เป็นโครงการที่มีประโยชน์ โดยแบรนด์ของโครงการนี้ ถือว่าติดตลาดแล้ว ประชาชนก็เข้าช่องทางสินเชื่อนี้มากขึ้น ส่วนแบงก์ไหนจะเดินหน้าอย่างไร ก็ให้เสนอแผนสินเชื่อมาให้พิจารณาอีกครั้ง
สำหรับกลุ่มลูกค้าที่ได้รับการปล่อยสินเชื่อในปี 2552 มากที่สุด จะเป็นกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีและรายย่อยมากที่สุด โดยรายย่อยจะกระจายในกลุ่มเกษตรกรมากที่สุด ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีจะอยู่ในกลุ่มที่เป็นสมาชิกของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ส่วนปัญหาหนี้เสียนั้น ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ติดตามอย่างใกล้ชิด เบื้องต้น ได้รับรายงานว่า การปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวัง จะไม่ทำให้ปัญหาหนี้เสียของธนาคาเฉพาะกิจมีปัญหา ทั้งนี้ ปัจจุบันสัดส่วนหนี้เสียของ 6 ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจดังกล่าวอยู่ในระดับ 9.61% ของยอดสินเชื่อรวม.
ที่มา www.mof.go.th/dpa/index.php?option=com_conten...
คำถาม 1. ธนาคารพาณิชย์เฉพาะกิจที่ร่วมกันปล่อยสินเชื่อครั้งนี้ ประกอบด้วย ธนาคารอะไรบ้าง
2. ประดิษฐ์”สั่งชะลอแผนเร่งรัดปล่อยสินเชื่อแบงก์พาณิชย์รัฐกี่แห่ง
3. ในส่วนของโครงการสินเชื่อฟาสต์แทรค (Fast Track)ควรมีความคิดเห็นอย่างไร
ธปท.เผยสภาวะการเงินเริ่มเปลี่ยน บีบธุรกิจธนาคารแข่งเดือด! แบงก์ต่างชาติเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น กระทบกำไร
จัดทำโดย น.ส.สุกัญญา ธรรมประเสริฐ 4902100168
www.Online-Bizjob.com/a32ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ผลงานวิจัยเรื่อง"การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมทางการเงินและระบบธนาคารพาณิชย์ไทย"ว่า การแข่งขันในระบบการเงินเพิ่มมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมทางการเงิน โดยตลาดการเงินมีความหลากหลายมากขึ้น การแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้น และต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาจากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยหลัก ไก่แก่ ผลของการเปิดเสรีทางกการเงิน, การปฏิรูปภาคการเงินหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 40 การปฏิรูประบบกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และ การเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสาร
"แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะยังเป็นเสาหลักในระบบการเงินไทย แต่ความสำคัญของภาคการเงินอื่น ๆ เริ่มมีมากขึ้น เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และตลาดทุน สัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์ของสถาบีนการเงินเฉพาะกิจเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ระหว่างปี 43 ถึงปี 51 และหน่วยลงทุนก็มีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 3 พันล้านบาท มาเป็น 1 แสนล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน"
ขณะที่การแข่งขันในระบบธนาคารพาณิชย์เริ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะทางด้านตลาดเงินกู้ มีการกระจายตัวของสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการแข่งขันอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่และกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก
ในกรณีของธนาคารขนาดใหญ่ ความพยายามที่จะแย่งกันเป็นผู้นำตลาดทำให้ส่วนแบ่งตลาดของธนาคารบางแห่งเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 43 มาเป็น 13%ของเงินปล่อยกู้ในปี 51 ส่วนการแข่งขันของธนาคารขยนาดเล็กเองก็มีเพิ่มมากขึ้น สาขาธนาคารต่างชาติบางแห่งในปัจจุบัน มีมูลค่าสินทรัพย์ ปริมาณเงินฝาก ปริมาณเงินกู้ สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดเล็ก
อีกทั้ง ต่างชาติเข้ามามีบทบาทในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมากขึ้น สัดส่วนสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นของชาวต่างชาติ เพิ่มสูงขึ้นจาก 32% ในปี 43 มาเป็น 49% ในปี 51 ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 20 ทำให้บางธนาคารมีชาวต่างชาติถือหุ้นสูงถึง 49% ของทุนจดทะเบียน
"การเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เข้ามาในรูปของนักลงทุนรายย่อยซึ่งไม่สิทธิ์ในการบริหาร อย่างไรก็ตามการที่มีผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ต้องทำกำไรเพิ่มขึ้น"
อย่างไรก็ตาม ไทยได้ออกแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะ 2 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 53-57 ต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ 1 ซึ่งนโยบายสำคัญ คือ การส่งเสริมการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินและมีการอนุญาตให้มีผู้บริการรายใหม่ในระบบสถาบันการเงินโดยไม่จำกัดสัญชาติ ซึ่งจะทำให้สภาวะแวดล้อมทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปอีก ทั้งจากขอบเขตการประกอบธุรกิจและการแข่งขันที่มีมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทาย เพราะการเพิ่มบทบาทของต่างชาติอาจส่งผลดีในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบธนาคารไทย แต่การแข่งขันที่อาจเพิ่มขึ้น จึงอาจส่งผลให้กำไรลดลง
คำถาม
1.หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 20 ทำให้บางธนาคารมีชาวต่างชาติถือหุ้นเป็นเท่าไร
2.ไทยได้ออกแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะ 2 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 53-57 ต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ 1 ซึ่งมีนโยบายสำคัญอย่างไร
3.การส่งเสริมการแข่งขันสถาบันการเงินอนุญาตให้ผู้บริหารรายใหม่ในระบบสถาบันการเงินโดยไม่จำกัดสัญชาติเพราะเหตุไดจะนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทาย
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/ เลือกการเงิน-การลงทุน
www.Online-Bizjob.com/a32ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เผยแพร่ผลงานวิจัยเรื่อง"การเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมทางการเงินและระบบธนาคารพาณิชย์ไทย"ว่า การแข่งขันในระบบการเงินเพิ่มมากขึ้นตามการเปลี่ยนแปลงสภาวะแวดล้อมทางการเงิน โดยตลาดการเงินมีความหลากหลายมากขึ้น การแข่งขันระหว่างธนาคารพาณิชย์เพิ่มสูงขึ้น และต่างชาติเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาจากหลายปัจจัย ซึ่งปัจจัยหลัก ไก่แก่ ผลของการเปิดเสรีทางกการเงิน, การปฏิรูปภาคการเงินหลังวิกฤติเศรษฐกิจในปี 40 การปฏิรูประบบกำกับและตรวจสอบสถาบันการเงิน และ การเปลี่ยนเทคโนโลยีด้านข้อมูลข่าวสาร
"แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะยังเป็นเสาหลักในระบบการเงินไทย แต่ความสำคัญของภาคการเงินอื่น ๆ เริ่มมีมากขึ้น เช่น สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และตลาดทุน สัดส่วนมูลค่าสินทรัพย์ของสถาบีนการเงินเฉพาะกิจเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า ระหว่างปี 43 ถึงปี 51 และหน่วยลงทุนก็มีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้นจาก 3 พันล้านบาท มาเป็น 1 แสนล้านบาทในช่วงเวลาเดียวกัน"
ขณะที่การแข่งขันในระบบธนาคารพาณิชย์เริ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะทางด้านตลาดเงินกู้ มีการกระจายตัวของสินเชื่อเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการแข่งขันอาจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มธนาคารขนาดใหญ่และกลุ่มธนาคารขนาดเล็ก
ในกรณีของธนาคารขนาดใหญ่ ความพยายามที่จะแย่งกันเป็นผู้นำตลาดทำให้ส่วนแบ่งตลาดของธนาคารบางแห่งเพิ่มขึ้นจาก 10% ในปี 43 มาเป็น 13%ของเงินปล่อยกู้ในปี 51 ส่วนการแข่งขันของธนาคารขยนาดเล็กเองก็มีเพิ่มมากขึ้น สาขาธนาคารต่างชาติบางแห่งในปัจจุบัน มีมูลค่าสินทรัพย์ ปริมาณเงินฝาก ปริมาณเงินกู้ สูงกว่าธนาคารพาณิชย์ไทยขนาดเล็ก
อีกทั้ง ต่างชาติเข้ามามีบทบาทในระบบธนาคารพาณิชย์ไทยมากขึ้น สัดส่วนสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์ที่เป็นของชาวต่างชาติ เพิ่มสูงขึ้นจาก 32% ในปี 43 มาเป็น 49% ในปี 51 ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นผลจากการเพิ่มทุนของธนาคารพาณิชย์ หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 20 ทำให้บางธนาคารมีชาวต่างชาติถือหุ้นสูงถึง 49% ของทุนจดทะเบียน
"การเข้ามาของนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่เข้ามาในรูปของนักลงทุนรายย่อยซึ่งไม่สิทธิ์ในการบริหาร อย่างไรก็ตามการที่มีผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันให้ธนาคารพาณิชย์เหล่านี้ต้องทำกำไรเพิ่มขึ้น"
อย่างไรก็ตาม ไทยได้ออกแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะ 2 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 53-57 ต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ 1 ซึ่งนโยบายสำคัญ คือ การส่งเสริมการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินและมีการอนุญาตให้มีผู้บริการรายใหม่ในระบบสถาบันการเงินโดยไม่จำกัดสัญชาติ ซึ่งจะทำให้สภาวะแวดล้อมทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปอีก ทั้งจากขอบเขตการประกอบธุรกิจและการแข่งขันที่มีมากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทาย เพราะการเพิ่มบทบาทของต่างชาติอาจส่งผลดีในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบธนาคารไทย แต่การแข่งขันที่อาจเพิ่มขึ้น จึงอาจส่งผลให้กำไรลดลง
คำถาม
1.หลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 20 ทำให้บางธนาคารมีชาวต่างชาติถือหุ้นเป็นเท่าไร
2.ไทยได้ออกแผนพัฒนาระบบสถาบันการเงินระยะ 2 ซึ่งเริ่มดำเนินงานในปี 53-57 ต่อเนื่องจากแผนฉบับที่ 1 ซึ่งมีนโยบายสำคัญอย่างไร
3.การส่งเสริมการแข่งขันสถาบันการเงินอนุญาตให้ผู้บริหารรายใหม่ในระบบสถาบันการเงินโดยไม่จำกัดสัญชาติเพราะเหตุไดจะนำมาซึ่งโอกาสและความท้าทาย
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/ เลือกการเงิน-การลงทุน
นายกฯ รับศก.แย่ต้องขึ้นภาษีบาป,น้ำมันเพิ่มเงินรัฐ-ภาษีอื่นไม่ปรับ
จัดทำโดย น.ส.สุกัญญา ธรรมประเสริฐ 4902100168
นายกฯ รับศก.แย่ต้องขึ้นภาษีบาป,น้ำมันเพิ่มเงินรัฐ-ภาษีอื่นไม่ปรับ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ว่า ภาคการส่งออก การนำเข้า การท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมหดตัวลง มีอัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบมาโดยตลอดจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้ามากกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังของรัฐบาล โดยเฉพาะการวางแผนจัดสรรงบประมาณปีงบประมาณ 2553 รัฐบาล จึงจำเป็นต้องปรับฐานการจัดเก็บภาษีในส่วนของเหล้าและบุหรี่ เพื่อให้รัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มและเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนด้วย จึงทำให้เหล้าเบียร์มีราคาแพงขึ้นประมาณ 4 - 6 บาทต่อขวด ขณะที่รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7,000 — 8,000 ล้านบาทต่อปี
ส่วนภาษีบุหรี่ขณะนี้มีการจัดเก็บเต็มเพดานแล้ว จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับขยายเพดานภาษีใหม่ โดยอาจจัดเก็บในอัตรา 10 บาทต่อซองสำหรับบุหรี่ในประเทศ ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะทางการเงินและสภาพคล่องดีขึ้นโดยมีเงินกองทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท ดังนั้น หากขยับการจัดเก็บภาษีน้ำมันขึ้นก็จะลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันลงประชาชนก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดจัดเก็บภาษีอื่นๆเพิ่มอีก ยกเว้นภาษีทรัพย์สิน การศึกษา และมรดก ที่มีแนวโน้มปรับขยายการจัดเก็บภาษีขึ้นอีกในอนาคต โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำเป็นข้อกฎหมาย คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะมีผลบังคับใช้ได้
คำถาม
1.อัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบมาโดยตลอดจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้ามากกว่าเป็นเท่าไดและมีผลกระทบด้านได
2.นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลเป็นอย่างไร
3.นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าภาคได ได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ที่มา http://www.google.com/ หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจไทย
นายกฯ รับศก.แย่ต้องขึ้นภาษีบาป,น้ำมันเพิ่มเงินรัฐ-ภาษีอื่นไม่ปรับ
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์" ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ ว่า ภาคการส่งออก การนำเข้า การท่องเที่ยวไทยได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยโดยรวมหดตัวลง มีอัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบมาโดยตลอดจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้ามากกว่า 200,000 ล้านบาท ซึ่งกระทบต่อการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังของรัฐบาล โดยเฉพาะการวางแผนจัดสรรงบประมาณปีงบประมาณ 2553 รัฐบาล จึงจำเป็นต้องปรับฐานการจัดเก็บภาษีในส่วนของเหล้าและบุหรี่ เพื่อให้รัฐจัดเก็บรายได้เพิ่มและเป็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของประชาชนด้วย จึงทำให้เหล้าเบียร์มีราคาแพงขึ้นประมาณ 4 - 6 บาทต่อขวด ขณะที่รัฐจะมีรายได้เพิ่มขึ้นประมาณ 7,000 — 8,000 ล้านบาทต่อปี
ส่วนภาษีบุหรี่ขณะนี้มีการจัดเก็บเต็มเพดานแล้ว จึงอยู่ระหว่างการพิจารณาปรับขยายเพดานภาษีใหม่ โดยอาจจัดเก็บในอัตรา 10 บาทต่อซองสำหรับบุหรี่ในประเทศ ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะทางการเงินและสภาพคล่องดีขึ้นโดยมีเงินกองทุนประมาณ 20,000 ล้านบาท ดังนั้น หากขยับการจัดเก็บภาษีน้ำมันขึ้นก็จะลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันลงประชาชนก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลยังไม่มีแนวคิดจัดเก็บภาษีอื่นๆเพิ่มอีก ยกเว้นภาษีทรัพย์สิน การศึกษา และมรดก ที่มีแนวโน้มปรับขยายการจัดเก็บภาษีขึ้นอีกในอนาคต โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำเป็นข้อกฎหมาย คาดว่าจะใช้เวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะมีผลบังคับใช้ได้
คำถาม
1.อัตราการเจริญเติบโตที่ติดลบมาโดยตลอดจนถึงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีต่ำกว่าเป้ามากกว่าเป็นเท่าไดและมีผลกระทบด้านได
2.นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า รัฐบาลเป็นอย่างไร
3.นายกรัฐมนตรี กล่าวว่าภาคได ได้รับผลกระทบรุนแรงจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก
ที่มา http://www.google.com/ หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจไทย
วันศุกร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ราคาทองคํา ฉุดไม่อยู่ 17,900/บาท เศรษฐกิจโลกไม่ฟื้น
จัดทำโดย น.ส เกศินี คงประพันธ์ เลขทะเบียน 4902100145
เมื่อวันที่ 9 พ.ย. นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวถึงสถานการณ์ราคาทองคำว่า ขณะนี้ราคาทองคำในตลาดโลกได้ปรับขึ้นอีกอย่างต่อเนื่อง โดยราคาอยู่ที่ 1,105 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อออนซ์ ทำให้สมาคมค้าทองคำต้องปรับราคาขายทองคำเฉพาะวันนี้ไปแล้วครั้ง 4 รวม 200 บาท โดยราคาปิดตลาด ทองคำแท่งราคาขายออกอยู่ที่บาทละ 17,500 บาท รับซื้อที่ 17,400 บาท ส่วนราคาทองคำรูปพรรณ ขายออกบาทละ 17,900 บาท และรับซื้อที่ 17,145.96 บาท
นายกสมาคมค้าทองคำ กล่าวว่า สำหรับราคาทองคำในตลาดโลก ที่แตะ 1,105 ดอลลาร์สหรัฐ ถือว่าไม่เกินกว่าที่คาดไว้ เพราะก่อนหน้านี้ ได้ประเมินว่า ราคาทองคำจะแตะ 1,120 ดอลลาร์สหรัฐต่อออนซ์ แต่อาจจะเห็นตัวเลขดังกล่าวได้ภายในเดือนนี้ ซึ่งถือว่าปรับตัวขึ้นค่อนข้างเร็ว สาเหตุสำคัญเพราะเศรษฐกิจโลกที่ไม่ฟื้นตัว ทำให้มีความต้องการทองคำในระดับสูง
“วันนี้ไม่มีคนมาขายทอง คาดว่าเป็นเพราะก่อนหน้านี้ได้นำมาขายจนเกือบหมดแล้ว และอาจจะมีอีกส่วนหนึ่งที่คาดว่าราคาทองคำยังสูงขึ้นได้อีก แต่ถึงยังไงก็ขอย้ำให้ผู้ที่สนใจต้องระวังและติดตามข้อมูลข่าวสารให้มากขึ้น เพราะยิ่งราคาแพงเท่าไร ความเสี่ยงก็มีมากขึ้นเช่นกัน” นายจิตติ กล่าว
ด้านสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กพุ่งขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าซื้อเก็งกำไรเพราะเชื่อว่าอัตราว่างงานเดือนต.ค.ของ สหรัฐที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 10% จะกดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำต่อไปอีก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยในระดับต่ำจะกดดันสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯให้อ่อนแอลง แต่จะเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดทองคำ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.google.com/
คำถาม
1. ระบุทองปรับตัววันเดียว 4 ครั้ง ในราคากี่บาท
2. สาเหตุที่ตลาดราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นเนื่องมาจากสาเหตุใด
3. ราคาขายออกของทองคำวันนี้อยู่ที่บาทละเท่าไหร่
วันจันทร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2552
ราคาน้ำมัน
จัดทำโดย นางสาวสุดาวัลย์ จันทรักษ์ 4902100146
• บมจ.บางจากปิโตรเลียม (BCP) ประกาศปรับขึ้นราคาน้ำมันขายปลีกทุกชนิดอีกลิตรละ 60 สตางค์ ยกเว้นแก๊สโซฮอล์ อี85 โดยมีผลตั้งแต่เวลา 05.00 น.วันพรุ่งนี้ (27 ต.ค.)
ทั้งนี้ จะส่งผลให้ราคาขายปลีกของสถานีบริการน้ำมันบางจากในกรุงเทพฯ และปริมณฑลวันพรุ่งนี้ เป็นดังนี้ เบนซิน 91 ลิตรละ 35.34 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 31.74 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 30.94 บาท ดีเซล 28.19 บาท และดีเซล บี5 ลิตรละ 26.79 บาท
ปตท.-เชลล์ ลดราคาน้ำ
ปตท.และ เชลล์แห่งประเทศไทย ปรับลดราคาขายปลีกน้ำ...
ปตท.-เชลล์ ลดราคาดีเซล
ปตท.-เชลล์ ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล 60 สตางค์/ลิตร • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดตลาดเมื่อวานนี้(17 พ.ย.)ขยับขึ้นหลังน้ำมันปรับขึ้นมีแรงซื้อในหุ้นพลังงานหนุนหุ้นดาวโจนส์บวก 30.46จุด น้ำมันดิบบวก 24 เซนต์
ดาวโจนส์ปิดบวก 30 จุด ตลาดหุ้นสหรัฐปิดปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดครั้งใหม่ในรอบ 13 เดือนเมื่อวานนี้ (17 พ.ย.) โบรกเกอร์มองแนวโน้มที่ดีขึ้นของหุ้นไมโครซอฟท์ และเอ็กซอน โมบิล ได้ช่วยบดบังการเปิดเผยแนวโน้มที่น่าผิดหวังเกี่ยวกับการใช้จ่ายในช่วงวัน หยุดจากบริษัททาร์เก็ตและโฮม ดีโปท์
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิด บวก 30.46 จุดหรือ 0.29% ปิด 10,437.42, ดัชนี S&P 500 ปิดขยับขึ้น 1.02 จุดหรือ 0.09% ปิด 1,110.32 และดัชนี Nasdaq ปิดบวก 5.93 จุดหรือ 0.27% ปิด 2,203.78 ปริมาณซื้อขายเบาบางเพียง 972 ล้านหุ้นในตลาดนิวยอร์ค และราว 1.92 พันล้านหุ้นในตลาด Nasdaq
ราคาน้ำมันดิบปิดบวก 24 เซนต์ตามผลิตภัณฑ์น้ำมัน
ราคาน้ำมันดิบในตลาดล่วงหน้า NYMEX ปรับขึ้นเมื่อวานนี้ (17 พ..) ได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาผลิตภัณฑ์น้ำมัน
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบส่งมอบเดือนธ.ค.บวกขึ้น 24 เซนต์ หรือ 0.3 % ปิดตลาดที่ 79.14 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนม.ค.ที่ตลาดกรุงลอนดอนบวกขึ้น 21 เซนต์ หรือ 0.27 % ปิดที่ 78.97 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
เนื้อหาโดย : กรุงเทพธุรกิจ
คำถาม
1. ราคาน้ำมันขึ้นส่งผลเสียต่อเศรฐกิจอย่างไร
2. ทั้งในประเทศและนอกประเทศมีปัญหาด้านราคาน้ำมันเป็นอย่างมากเราควรแก้ปัญหาอย่างไร
3. ราคาน้ำมันขายปลีกและขายส่งแตกต่างกันมากทุกท่าคิดว่าเป็นเพราะสาเหตุใด
เนื้อหาโดย : กรุงเทพธุรกิจ
คำถาม
1. ราคาน้ำมันขึ้นส่งผลเสียต่อเศรฐกิจอย่างไร
2. ทั้งในประเทศและนอกประเทศมีปัญหาด้านราคาน้ำมันเป็นอย่างมากเราควรแก้ปัญหาอย่างไร
3. ราคาน้ำมันขายปลีกและขายส่งแตกต่างกันมากทุกท่าคิดว่าเป็นเพราะสาเหตุใด
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





